๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒

คำตรัสของพระพุทธเจ้า "มุนี"

นาลกะ เธอจงทำใจให้มั่นคง วางตนให้เหมือนกัน ทั้งแก่คนที่ด่าและยกมือไหว้ ไม่มีความเย่อหยิ่ง รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสทางกาย ไม่ต่างอะไรไปจากเปลวไฟในป่า

นาลกะ เธอจงรู้ไว้เถิดว่า น้ำในแม่น้ำน้อย ในหนอง ในห้วย ย่อมไหลดัง แต่ว่าน้ำในแม่น้ำใหญ่ย่อมไหลเงียบ สิ่งใดบกพร่อง สิ่งนั้นย่อมมีเสียงดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นย่อมไม่มีเสียงดัง

คนโง่ย่อมทำตน เหมือนหม้อน้ำที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียว ส่วนคนฉลาด ย่อมทำตนเหมือนหม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม เพราะเป็นผู้สงบ สมณะใดรู้อยู่ สำรวมตน รู้เหตุแห่งความเสื่อมและความทุกข์แล้ว ไม่พูดมาก สมณะนั้นแล ได้ชื่อว่าเป็นมุณี ได้ชื่อว่าปฏิบัติตามปฏิปทาของมุณีได้อย่างเหมาะสม และได้ชื่อว่าบรรลุธรรมที่ทำให้เป็นมุนีแล้ว

เหตุแห่งคำตรัส : นาลกฤาษี

นาลกะเป็นหลายชายอันเกิดแต่น้องสาวของฤาษีอสิตะ (กาฬเทวินดาบส) อสิตดาบส เมื่อเข้าเฝ้าพระกุมารสิทธัตถะแล้ว ก็กลับมาบอกหลานขณะนั้นยังเด็กอยู่ ให้บวชคอยพระพุทธเจ้า ครั้งฤาษีนาลกะบวชได้ ๓๕ พรรษา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ท่านก็ได้ยินเทวดาป่าวร้องว่าพระพุทธเจ้าทรางแสดงธรรมจักรแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านได้ใช้เวลา ๗ วัน ดั้นด้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลแนะนำและขอพระพุทธองค์ตรัสบอกข้อปฏิบัติของมุณี ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสบอกดังส่วนหนึ่งของคำตรัสข้างต้น ทันทีที่ฟังธรรมจบ ท่านทูลขอบวชและน้อมเอาหลักมักน้อย ๓ ประการไปปฏิบัติคือ มักน้อยในการเห็น มักน้อยในการฟัง มักน้อยในการถาม นับเป็นพระสงฆ์รูปที่ ๖

พระนาลกะทูลลาพระพุทธเจ้าหลังจากบวช ไปอยู่อย่างสันโดษในป่าเป็นอิสระ พระพุทธองค์ไม่เรียกให้ไปร่วมประกาศพระธรรม พระนาลกะปฏิบัติโมไนยปฏิปทาอย่างเคร่งครัดขั้นสูงสุดก็บรรลุอรหัตตผล หลังจากนั้น ๗ เดือนก็นิพพาน ด้วยการพนมมือไปยังทิศทางวัดเวฬุวันที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ กายพิงภูเขาหิงคุละด้วยอาการสงบ เป็นผู้นิพพานรูปแรกในพุทธศาสนาอัฐิบรรจุในพระเจดีย์ที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ


คำตรัสของพระพุทธเจ้า เหตุแห่งคำตรัส หน้า ๓๑

.

.

คำตรัสของพระพุทธเจ้า "ผู้จมในหล่ม"

ดูก่อนจุนทะ บุคคลผู้จมในหล่ม จะอุ้มบุคคลผู้จมในหล่มด้วยกันให้ขึ้นมานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ บุคคลผู้ไม่จมในหล่ม จึงจะอุ้มบุคคลผู้จมไปในหล่มให้ขึ้นมาได้

ดูก่อนจุนทะ ผู้ที่ไม่ฝึกฝนตน ไม่ได้แนะนำตน ไม่กระทำตนให้ดับความเร่าร้อนด้วยตนเอง จะฝึกฝน จะแนะนำ และจะกระทำผู้อื่นให้ดับความเร่าร้อนย่อมเป็นไปไม่ได้ มีแต่ผู้ได้ฝึกฝนตน ได้แนะนำตน ได้กระทำตนให้ดับความเร่าร้อนด้วยตนเองแล้วเท่านั้น จึงจะฝึกฝน แนะนำและกระทำให้ผู้อื่นดับความเร่าร้อนได้

ข้อนี้ฉันใด ความไม่เบียดเบียน ก็มีไว้สำหรับดับความเบียดเบียน
การงดเว้นจากการทำลายชีวิตผู้อื่น มีไว้สำหรับดับการทำลายชีวิตผู้อื่น
การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ มีไว้สำหรับดับการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้นั้น
จนกระทั่งถึงการไม่ถือมั่นทิฏฐิ มีไว้สำหรับดับการถือมั่นทิฏฐิเป็นที่สุด
.
เหตุแห่งคำตรัส : พระจุนทเถระ

พระจุนทเถระเป็นน้องชายต่อจากพระสารีบุตร ต่อจากท่านมีน้องชาย ๒ คน คือ พระอุปเสนเถระและพระเรวตเถระ บิดาชื่อวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อนางสารีพราหมณี ตำบลบ้านนาลกะ หรือนาลันทา แคว้นมคธ ท่านออกบวชตามพี่ชาย มีพระอานนท์เถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นบวชมานานวัน ภิกษะและมหาชนก็พากันเรียกท่านว่า พระมหาจุนทะ หรือพระจุนทสมณุทเทส ซึ่งเป็นชื่อเรียกครั้งที่ท่านยังสามเณร ท่านเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เป็นสามเณรอายุได้เพียง ๗ ขวบเท่านั้น

ท่านมหาจุนทะเป็นธรรมกถึก คือ เป็นนักเทศน์ เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษา ดังน้นเมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าคราใด ท่านมักจะมีคำถาม กราบทูลถามอยู่เนืองๆ ครั้งปฐมพุทธกาลท่านเป็นหนึ่งในหัวหน้าพระอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

ครั้งนี้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พระเถระก็ได้เข้าเฝ้ากราบทูลถามปัญหาเรื่องการละทิฏฐิ ที่ประกอบด้วยอัตตา (ตัวตน) อันเป็นเหตุแห่งคำตรัสตอบข้างบน


คำตรัสของพระพุทธเจ้า เหตุแห่งคำตรัส หน้า ๕๘

.

คำตรัสของพระพุทธเจ้า "หูเบา"

บุคคลไม่ควรพยายามเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ควรเป็นตัวของตัวเอง ไม่ควรอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ และไม่พึงมีแผลประพฤติธรรม บุคคลชื่อว่า เป็นคนดีด้วยเหตุเพียงรูปร่าง ผิวพรรณก็หามิได้ ไม่ควรไว้ใจคนที่เห็นเพียงครู่เดียว คนชั่วเป็นอันมากเที่ยวไปด้วยรูปลักษณะแห่งคนดี เหมือนหม้อดินและหม้อโลหะ ซึ่งฉาบไว้ด้วยสุวรรณ มองแวววาวแต่เพียงภายนอก แต่ภายในไม่สะอาด คนชั่วในโลกนี้ เมื่อบริวารแวดล้อมแล้ว ก็เที่ยวไปได้อย่างคนดี เขางามแต่ภายนอกแต่ภายในไม่บริสุทธิ์

เหตุแห่งคำดำรัส : พระเจ้าปเสนทิโกศล
เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกสล กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ว่าเป็น "สัพพัญญู" รู้แจ้งแทงตลอดโดยแท้ ณ ที่ประตูวัดบุพพาราม พระพุทธองค์ก็เปล่งคำตรัสออกมาดังกล่าว เพื่อเตือนสติพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เป็นคนเบาปัญญา และหูเบา เชื่อคนรอบข้างโดยง่าย จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่พระองค์วางแผนลอบฆ่าพันธุลเสนา ผู้เป็นทั้งพระสหายผู้เก่งกล้า และสวามิภักดิ์ต่อพระองค์อย่างถึงที่สุด พร้อมด้วยลูกชายทั้งสิ้น ๓๒ คน เพราะเชื่อเสนาบดีรอบข้างที่ริษยาพันธุลเสนา ยุแหย่ใส่ร้ายว่าจะชิงบัลลังก์นั่นเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรอมใจ ไร้สุขเป็นทุกข์ตลอดเวลา เมื่อทราบความจริงทั้งหมด

นางมัลลิกา ชาวกุสินารา คือภรรยาของพันธุละ เป็นพุทธมามกะทีที่เคร่งในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง นางเป็นผู้หนึ่งในสามคนที่มีเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดเพียง ๓ คนเท่านั้น คือ นางมัลลิกา นางวิสาขา และนางเศรษฐิธิดา ผู้เป็นภริยาแห่งเทวปานิยสารคฤหบดี เมืองพาราณสี และนางนี้แหละเป็นผู้ถวายเครื่องมหาลดาปสาธน์คลุมพระบรมศพของพระพุทธเจ้า


จากหนังสือ คำตรัสของพระพุทธเจ้า เหตุแห่งคำดำรัส หน้า ๖๓
.
.

๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ




1.นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์---เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้าเพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่ายจิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจนผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรงเจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

2.สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์---เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าเงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็วแนะนำพระคาถาพาหุงมหากา,พระคาถาชินบัญชร,พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้นเมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง

3.ถวายยารักษาโรคให้วัด,ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์---ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลาสุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

4.ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
อานิสงส์---ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหารตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

5.ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์---เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศสรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

6.สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์---ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุขได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

7.แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย9วันขึ้นไป
อานิสงส์---ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวรสร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาจิตเป็นกุศล

8.บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์---ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษาได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

9.ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์---ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิตชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้นหน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใสเป็นอิสระ

10.ให้ทุนการศึกษา,บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ,อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์---ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญาได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

11.ให้เงินขอทาน,ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์---ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยากเกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลงจะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน

12.รักษาศีล5หรือศีล8
อานิสงส์---ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรกได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรืองกรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา
.
ขอบคุณภาพประกอบ จาก Buddhist Elibery

๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑

สมุดเยี่ยม




บันทึกเรื่องราวดีดี แบ่งปันแด่เพื่อนๆทุกคน


แนะนำติชมได้ที่นี่